• กระเป๋าเงินดิจิทัล กิมมิกใหม่ทางการเมือง

    ฮิอฮากันพอสมควรเมื่อพรรคการเมืองใหญ่ประกาศนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล หรือ digital wallet พร้อมเงินในกระเป๋าคนละ 10,000 บาท ให้ประชาชนชาวไทย 50 ล้านคน สิ่งที่ดึงดูดความสนใจคงอยู่ที่ คำกุญแจ สองคำคือ ดิจิทัล และ 10,000 บาท มาดูกันว่าสิ่งที่พรรคการเมืองนี้ประกาศคืออะไร ผลที่จะเกิดขึ้นคืออะไร กระเป๋าเงินดิจิทัล ไม่ใช่ของใหม่ “เป๋าตัง” ที่รัฐบาลปัจจุบันสร้างขึ้นมาก็คือกระเป๋าเงินดิจิทัลเช่นกัน นอกจากนั้น ยังมีกระเป๋าเงินดิจิทัลอื่นๆ ที่เอกชนผู้ให้บริการมือถือเปิดให้บริการมาก่อน และอันที่จริงบัญชีธนาคารของคนไทยในปัจจุบันเมื่อใช้งานร่วมกับโมบายแบงกิ้งแอป ซึ่งธนาคารทุกแห่งให้บริการอยู่แล้ว ก็ทำหน้าที่เป็นกระเป๋าเงินดิจิทัลที่สะดวกและมีการใช้งานอย่างกว้างขวางในการรับ-จ่ายเงินได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องใช้เงินสด การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดให้การโอนเงินผ่านโมบายแบงกิ้งแอป ไม่มีค่าธรรมเนียมการโอนเงิน นับเป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้การจับจ่ายใช้สอยหรือการโอนเงินอื่นๆ ได้รับความนิยมอย่างมาก แทบจะทำให้ผู้ให้บริการกระเป๋าเงินดิจิทัลทั้งหลายไม่มีที่ยืน ประเทศไทยน่าจะอยู่ในแถวหน้าๆ ของประเทศต่างๆ ในโลกในเรื่องของความแพร่หลายของดิจิทัลวอลเลทอยู่แล้ว พรรคการเมืองพรรคนี้ยังพูดถึง การนำเทคโนโลยี่บล็อกเชนมาใช้ในการสร้างกระเป๋าเงินดิจิทัลตามนโยบายนี้ โดยอ้างว่ามีความปลอดภัยสูงและไม่ต้องผ่านคนกลาง ต้องยอมรับว่าผู้คนให้ความสนใจ บล็อกเชน ทั้งที่เข้าใจและไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรกันแน่ จากการเกิดขึ้นของสกุลเงินดิจิทัล เช่นบิทคอยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งสร้างผลกระเทบต่อระบบการเงินโลกได้ไม่น้อย แต่เราต้องเข้าใจว่าสกุลเงินดิจิทัลบนบล็อกเชน แพร่หลายเพราะมีประโยชน์ในการโอนเงินนอกระบบ รวมถึงการฟอกเงิน และเนื่องจากมูลค่าของมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจึงเป็นเป้าหมายของการเก็งกำไร ซึ่งทำให้มูลค่าของมันมีความผันผวนอย่างรุนแรงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พรรคการเมืองพรรคนี้พูดถึงการสร้างสกุลเงินดิจิทัลโดยธนาคารกลาง (central…

  • วิกฤติการณ์ แฝลชมอบ คืออีกโอกาสในการปฏิรูปการเมืองไทย

    แฝลชมอบที่เกิดขึ้นละกำลังกลายเป็นวิกฤติระดับชาติในปัจจุบัน แม้จะดูเหมือนว่าเกิดจากความไม่พอใจในการที่ทหารมีบทบาทสูงในการเมืองไทย และการที่เกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย แต่ผมคิดว่า นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่แสดงถึงความล้มเหลวในการสร้างระบบการเมืองที่มีธรรมาภิบาล มีประสิทธิภาพ และได้รับการยอมรับให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นปัญหาพื้นฐานมาตั้งแต่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง พศ. 2475 และนี่จะเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่เราอาจจะสามารถฝ่าทางตันและปฏิรูปการเมืองไทยอย่างแท้จริงได้ ถ้าคนไทยเลือกทางที่ถูก ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 สังคมไทยมีพื้นฐานความเข้าใจและประสบการณ์ในอุดมการประชาธิปไตยและลัทธิเสรีนิยมน้อยมาก คนไทยเข้าใจ ยอมรับ และอยู่มากับระบบอุปถัมภ์ ที่ทุกคนมีและรับใช้เจ้านายและได้รับผลประโยชน์และการปกป้องเป็นการตอบแทน เป็นทอดๆ การพยายามสร้างระบบการเมืองประชาธิปไตยแบบตะวันตกจากพื้นฐานเช่นนี้เป็นเรื่องยาก เพราะระบอบประชาธิปไตยเองก็มีช่องว่างและจุดอ่อนมากมาย ประชาธิปไตยไทยจึงประสบกับการหยุดชะงักเป็นช่วงๆ หลายต่อหลายครั้งจากการรัฐประหาร ซึ่งช่วงแรกๆ เกิดจากการขัดแย้งในอำนาจและผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจและกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ แต่หลังๆ เกิดจากปัญหาที่มาจากกลุ่มทุนการเมืองที่เห็นช่องทางในการลงทุนและถอนทุนทางการเมือง ที่นำไปสู่การคอรัปชั่นในทุกระดับ เพื่อนนักการเมืองคนหนึ่งของผมพูดว่า “จะทำการเมืองได้อย่างไรถ้าไม่มีนายทุน” หลังปี 2540 ภาวการณ์นี้พัฒนาไปอีกระดับหนึ่ง เมื่อมีการใช้นโยบายประชานิยม ซึ่งก็คือการเอาเงินภาษีของประชาชนมาซื้อเสียง นำไปสู่สิ่งที่ผมเรียกว่า “ประชาธิปไตยสามานย์” ซึ่งหนักหน่วง โจ๋งครึ่มและบ้าคลั่งที่สุดหลังปี 2550 สำหรับผม การรัฐประหาร 2557 เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เพราะประเทศไทยตกลงสู่ห้วงเหวลึกของความขัดแย้งและความชะงักงันจากการออกมาชุมนุมเดินขบวนต่อต้านของประชาชนที่ทนไม่ใด้กับการใช้อำนาจบาทใหญ่ปกป้องพวกพ้องและการคอรัปชั่นที่บ้าบิ่นในจำนวนมหีมาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ถ้าไม่มีทหารเข้ามา รีเซ็ต ระบบในครั้งนั้น ใครจะรับประกันได้ว่าเราจะไม่หล่นลงไปสู่ภาวะ “รัฐที่ล้มเหลว” เช่นเวเนซูเอล่าในปัจจุบัน คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช…

  • ประชาธิปไตยสามานย์

    การเมืองไทยในช่วงกว่า 30 ปี ที่ผ่านมา ในภาพรวมแล้วต้องถือว่าติดอยู่ในวัฏจักรชั่วร้ายแห่ง “ประชาธิปไตยสามานย์” ทำไมผมจึงพูดเช่นนี้ เหตุการณ์ที่มีความสำคัญและเป็นจุดเปลี่ยนของการเมืองไทย ผมจะสรุปสั้นๆดังนี้ พร้อมๆ กับการที่นักการเมืองได้คืบเข้ามาเป็นผู้กุมอำนาจทางการเมืองแทนทหารได้อย่างจริงจัง นักการเมืองส่วนหนึ่งก็เริ่มเห็นช่องทางในการลงทุนทางการเมืองและกอบโกยผลประโยชน์จากอำนาจเพื่อคืนทุนและสร้างกำไร เริ่มตั้งแต่การซื้อเสียงโดยจ่ายเงินให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยตรง การซื้อหัวคะแนน รวมไปถึงการซื้อตัวผู้สมัคร การเมืองเป็นเรื่องต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล และต้องถอนทุนด้วยการคอรัปชั่นและแบ่งปันผลประโยชน์กันระหว่างนักการเมืองด้วยกัน รวมถึงข้าราชการ รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่พยายามแก้ปัญหาเหล่านี้ และพยายามที่จะยกระดับประชาธิปไตยไทยให้ไประดับที่สูงขึ้น ระบบที่สำคัญคือการเกิดขึ้นขององค์กรอิสระเพื่อการตรวจสอบถ่วงดุล การมีส่วนร่วมโดยตรงของประชาชน และหลักการอื่นๆ ที่มุ่งขจัดนักการเมือง รวมถึงพรรคการเมืองชั่ว ซึ่งเป็นอุปสรรคของการพัฒนาประชาธิปไดยไทย ประชาธิปไตยไทยน่าจะค่อยๆ พัฒนายกระดับขึ้นมาได้ ถ้าไม่มีนักการเมืองที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร นี่คือทัศนะของคุณชวน หลีกภัยในการปราศัยครั้งหนึ่ง ถ้าผมจำไม่ผิดที่เวทีผ่าความจริง ผมเห็นด้วยกับคุณชวนว่าคุณทักษิณ เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การเมืองไทยเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยสามานย์อย่างเต็มรูปแบบ สิ่งที่ทักษิณนำเข้าสู่การเมืองไทยคือ เงินทุนก้อนโต ประสิทธิภาพ ภาวะผู้นำ และประชานิยม การเมืองไทยก่อนหน้าทักษิณ ทุนขนาดใหญ่เลือกที่จะอยู่ข้างหลังและหนุนพรรคการเมืองหลายพรรค นักการเมืองส่วนใหญ่ไม่มีภาวะผู้นำและทักษะในการบริหารจัดการ และนโยบายแทบจะไม่ใช่ประเด็นการต่อสู้ทางการเมืองเพราะทุกพรรคต่างประกาศนโยบายกว้างๆ คล้ายๆ กันเท่านั้น ทักษิณทำให้สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนไป แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนก็คือ การลงทุนและถอนทุนทางการเมือง แม้ว่าหลายคนเคยหวังว่า ทักษิณรวยแล้วจะไม่โกง ตรงกันข้าม การลงทุน ถอนทุนทางการเมืองกลับถูกยกระดับไปสู่มิติที่สูงขึ้น…

  • จะไม่สู้ทน

    ชั่วหนักชั่วหน่อยสู้ ก่อนกล้ำ กลืนยอมอั้นอัดขื่นขัดซ้ำ ข่มนิ่งมึงเหยียบหยามกูย้ำ คราวนี้ เหลืออดมึงชั่วนิดชั่วน้อย จะไม่ สู้ทน

  • จำนำข้าวหรือประกันราคาข้าว.. โจทย์มีแค่นี้หรือ

    การพยายามระบายข้าวที่รับจำนำมาจากชาวนาที่อยู่ในสต็อกของรัฐบาล ซึ่งถูกคณะรัฐมนตรีตั้งข้อสงสัยถึงความเหมาะสมในวิธีการ รวมถึงความระแวงแคลงใจว่าอาจจะมีความไม่ชอบมาพากลในการดำเนินการประมูลขาย ข้าวครั้งนี้ด้วยนั้น กำลังนำไปสู่การรื้อระบบการพยายามช่วยเหลือชาวนาให้มีรายได้ดีขึ้น และก็ดูเหมือนรัฐบาลได้มีข้อสรุปแล้วว่า ควรจะเปลี่ยนมาเป็นระบบประกันราคาข้าวแทน ด้วยเหตุผลในเรื่องความง่ายในการบริหารจัดการ รวมถึงการลดค่าใช้จ่ายภาครัฐลง ถ้าโจทย์มีเพียงแค่การเพิ่มประสิทธิภาพในการแทรกแซงตลาดข้าว ผมก็พอจะเห็นด้วยได้ว่าน่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่..โจทย์ในเรื่องนี้มีแค่นี้หรือ ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ผมมองว่าการเข้าไปแทรกแซงตลาดข้าวมีนัยยะ (implications) มากกว่าการพยายามเข้าไปช่วยชาวนาซึ่งถือว่าเป็น”คนส่วนใหญ่” และ “มีรายได้ต่ำ” ผมจะไม่พยายามตอบคำถามของตัวเองในตอนนี้ว่า ชาวนาเป็น “คนส่วนใหญ่” และ “เดือดร้อน” ในเชิงเปรียบเทียบกับคนกลุ่มอื่นๆ จริงหรือไม่ แต่ต้องการแสดงความเห็นว่า การเข้าไปช่วยชาวนาเช่นนี้ อันที่จริงอาจจะไม่ได้เป็นการช่วยเหลือชาวนาจริงๆ ในระยะยาว เพราะการการกระทำเช่นนี้เป็นการใช้เงินภาษีของคนทั้งประเทศจำนวนมหาศาลเข้า ไปอุ้มชูกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีผลตอบแทนต่ำ เป็นการบิดเบือนกลไกตลาดที่จะปรับเปลี่ยนทรัพยากรบุคคล ที่ดิน มันสมอง และอื่นๆ ไปสู่กิจกรรมที่ให้ผลตอบแทนในทางเศรษฐกิจสูงขึ้น หรืออาจจะพูดได้ว่าเป็นการผูกชาวนาไว้กับท้องไร่ท้องนาต่อไป ที่ แย่ไปกว่านั้นก็คือ การกระทำเช่นนี้ เป็นการอุดหนุน (subsidize) ทางอ้อม ต่อผู้บริโภคในต่างประเทศให้ได้บริโภคข้าวในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุน ด้วยเงินภาษีของคนไทย ผ่านการบิดเบือนอุปทาน ผมเห็นว่า ถ้ารัฐบาลต้องการเอาใจชาวนาเป็นการเฉพาะ นโยบายที่รัฐควรจะมุ่งเน้นมากกว่า น่าจะเป็นการพยายามให้มีการลดพื้นที่การปลูกข้าวลง ซึ่งอาจจะมีการให้เงินอุดหนุน รวมถึงการส่งเสริมอาชีพหรือพืชเศรษฐกิจอื่นๆ นโยบายเช่นนี้ จะทำให้เหลือชาวนาหรือพื้นที่เพาะปลูกข้าวที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า มีต้นทุนต่ำกว่า และที่สำคัญ…

  • พระวิหาร

    ในที่สุดปราสาทพระวิหารก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยการเสนอ ฝ่ายเดียวของเขมร ปฏิกิริยาจากประชาชนไทยส่วนใหญ่แสดงถึงความผิดหวัง โกรธแค้น แม้ว่าบางส่วนอาจจะยังไม่แน่ใจว่าควรจะรู้สึกอย่างไร ทัศนะของทางการไทยในเรื่องนี้บอกว่า เรื่องมรดกโลกไม่เกี่ยวกับดินแดน แม้ว่าเขมรจะประสบความสำเร็จในการได้รับการยอมรับตามข้อเสนอขึ้นบัญชีปราสาท พระวิหารเป็นมรดกโลก ไทยก็ยังสามารถเสนอให้โบราณสถานโดยรอบรวมถึงปราสาทหินขอมอื่นๆ ในดินแดนไทยให้เป็นมรดกโลกได้ เรากำลังสู้กับเขมรว่าใครจะจดทะเบียนมรดกโลกได้ก่อนกระนั้นหรือ ประเดินของเรื่องนี้อยู่ที่ตรงไหนกันแน่ ต้องยอมรับว่าคนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบัน มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องปราสาทพระวิหาร น้อยมาก รวมถึงตัวผมเองด้วย เมื่อตอนที่เรื่องนี้เริ่มเป็นข่าวในสมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ ผมเองก็ยังงงๆ ว่าทำไมทหารจึงต้องแสดงความห่วงใยในเรื่องที่เขมรจะขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระ วิหารเป็นมรดกโลก ความเข้าใจตอนนั้นก็คือ ของๆ เขา เรื่องของเขา การที่ปราสาทพระวิหารได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจะกระทบกระเทือนความมั่นคง ของไทยอย่างไร แต่เมื่อมีการเปิดเผยรายละเอียดของคำ ตัดสินโดยศาลโลกรวมถึงเหตุการณ์แวดล้อมอื่นๆ ในคดีพิพาทเขาพระวิหาร เมื่อปี 2005 คนไทยรุ่นใหม่รวมทั้งผมจึงเพิ่งจะเข้าใจหรือได้รับรู้ข้อเท็จจริงที่ละเอียด อ่อนในเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ประเด็นก็คือว่า ศาลโลกตัดสินยก”ปราสาทพระวิหาร”ให้ตกเป็นของเขมร แต่ไม่ได้ตัดสินเรื่องเขตแดนตามที่เขมรร้องขอต่อศาล ไทยไม่เคยยอมรับว่าดินแดนอันเป็นที่ตั้งของพระวิหารเป็นของเขมร แม้ว่าจะยินยอมถอนกำลังทหารออกจากปราสาทแห่งนี้ และปล่อยให้เขมรเข้าครอบครองต่อมา ตลอดเวลากว่า 4 ทศวรรษ คนไทยส่วนใหญ่มีความเข้าใจแบบคร่าวๆ ว่า ปราสาทพระวิหารเป็นของเขมร ไม่เคยรับทราบว่า ท่าทีอย่างเป็นทางการของไทยคือ เรายินยอมให้เขมรเข้าครอบครอง แต่ไม่ได้ยกดินแดนอันเป็นที่ตั้งให้ ที่ เหลือเชื่อก็คือ กระทรวงการต่างประเทศของไทย ซึ่งควรจะรู้เรื่องนี้ดี ไม่เคยพูดถึงท่าทีทางการที่ยึดถือมาโดยตลอดนี้ให้ประชาชนได้ทราบ…

  • ม. 237 ความหวังของการเมืองไทย!

    รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2550 มาตรา 237 บัญญัติไว้ดังนี้ “ผู้ สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดกระทำการ ก่อ หรือสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิก วุฒิสภา หรือระเบียบ หรือประกาศคณะกรรมการเลือกตั้งซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดย สุจริตและเที่ยงธรรม ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ถ้า การกระทำของบุคคลตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารของพรรค การเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ตามมาตรา ๖๘ และในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการ เมืองดังกล่าวมีกำหนดเวลาห้าปีนับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง” ผู้ ที่คัดค้านรัฐธรรมนูญมาตรานี้ บอกว่า บทบัญญัติเช่นนี้ ไม่ถูกต้องตามหลักการของกฏหมาย ซึ่งควรจะลงโทษผู้ที่ทำผิดเฉพาะตัว เป็นการมุ่งทำลายสถาบันพรรคการเมือง ผมเห็นแตกต่างครับ ผมไม่ใช่นักกฏหมายจิงไม่อาจวิจารณ์ได้ว่าการกำหนดให้มีความรับผิดชอบ ร่วมกันของผู้บริหารต่อการกระทำขององค์กรผิดหลักกฏหมายหรือไม่ แต่ก็พอจะมองได้ว่า เจตนารมย์ของบทบัญญัตินี้ค่อนข้างชัดเจน คือต้องการเห็นพรรคการเมือง และวัฒนธรรมทางการเมืองที่แตกต่างจากที่เป็นอยู่ในพรรคการเมืองส่วนใหญ่ใน ปัจจุบัน นั่นคือ พรรคการเมืองที่ผู้บริหารพรรคกำหนด ตรวจสอบ ติดตามนโยบายและความเป็นไปต่างๆ ในพรรค และรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ใช่ พรรคการเมืองที่แบ่งเป็น”มุ้ง”หรือ”วัง” (fractins)…

  • คดียุบพรรค..ความก้าวหน้าของจรรยาบรรณศาลไทย

    คดีประวัติศาสตร์ที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยุบพรรคไทยรักไทย และให้ระงับสิทธิการเลือกตั้งของกรรมการพรรค 5 ปี นับเป็นความก้าวหน้าในมาตรฐานทางจรรยาบรรณ ของระบบยุติธรรมไทยตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้มาพักใหญ่ๆ แม้ว่าอาจจะดูล่าไปบ้าง แต่ก็คงต้องเขียนไว้เป็นหลักฐานเสียหน่อย ผล การตัดสินของตุลาการรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิเลือกตั้งของอดีตกรรมการพรรค เป็นประเด็นถกเถียงกันในทุกวงการ โดยเฉพาะในประเด็นหลัง หลายคนเชื่อว่าเป็นการตัดสินที่ขาดมาตรฐาน เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองมากกว่าอื่นใด ผมกลับมองว่า ตุลาการรัฐธรรมนูญ ได้ทำหน้าที่ของท่านอย่างมืออาชีพและด้วยความกล้าหาญ เรื่อง ของเรื่องก็คือ พรรคไทยรักไทย โดยผู้บริหารบางคน ได้พยายาม “จัดหา” ผู้สมัครจากพรรคการเมืองเล็กให้ลงสมัครในเขตเลือกตั้งหลายเขต เพื่อแก้ปัญหาผู้สมัครจากพรรคเดียว ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่แม้แต่ ทรท เองก็ไม่ได้พยายามที่จะแก้ข้อกล่าวหาในประเด็นข้อเท็จจริง แต่กลับไปเน้นประเด็นเท็คนิคทางกฏหมาย หรือประเด็นผลกระทบทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นกรณี ทรท ถูกยุบพรรค จนถึงวินาทีนี้ ผมก็ยังไม่เห็นอดีตผู้บริหาร ทรท ผู้ใดออกมาปฏิเสธข้อเท็จจริง หรือมีผู้ใดออกมากล่าวคำขอโทษใดๆ กับประชาชน ภาย ใต้ภาวะการณ์ที่ทรท มีการเคลื่อนไหวอย่างคึกคักและบางกรณีค่อนข้างจะโจ๋งครึ่มในการ “จัดหา” ผู้สมัครจากพรรคการเมืองขนาดเล็กมาลงสมัครในหลายๆ เขต รวมถึงที่ไม่ได้เป็นประเด็นโดยตรงของคดีนี้ ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ย่อมจะไม่พ้นหูพ้นตาของพรรคประชาธิปัตย์ คู่แข่งทางการเมือง และก็เป็นธรรมดาที่ ปชป จะพยายามเอาเรื่องนี้มาเปิดโปงและโจมตี ทรท ผมมองไม่เห็นว่า ปชป จะมีความจำเป็นใดๆ…

  • ปฏิรูปภาซ๋าไท

    ภาซ๋าไท ซ๋ามารถทำใฮ้ง้ายคึ้นได้ ด้วยการยกเลิกอักซ๋รซู๋งทั๊งม๋ด และใฮ้อักซ๋รต่ำพั๋นได้ครบ 5 เซี๋ยง เช้นเดียวกับอักซ๋รกลาง จำนวนตัวอักซ๋รจะลดลงไป 11 ตัว เลื๋อเพียง 33 ตัว ความซั่บซ๋นเรื้องพยัญชนะจะม๋ดไป เพราะพื๊นเซี๋ยงจะเป็นเซี๋ยงกลางทั๊งม๋ด และพั๋นได้ 5 เซี๋ยงเมื๋อนกันม๋ด เช้น ฮา ฮ่า ฮ้า ฮ๊า ฮ๋า (แก้เครียดน่อยนะครับ)

  • ThaiCitizenNet.net บ้านใหม่ของเรา

    วันนี้ ย้ายที่อยู่จาก ThaiCitizenWiki.net ไปเป็น ThaiCitizenNet.net น่าจะทำให้จำชื่อใหม่นี้ได้ง่ายขึ้น ความหมายก็ชัดเจนคือเป็น “เครือข่ายประชาชนไทย” แต่เนื้อหายังคงเดิม ระบบบทความเปิด วิกิ ก็ยังคงอยู่ ใน ช่วงแรกนี้ ถ้าใครพิมพ์ที่อยู่เก่า ก็จะส่งไปที่อยู่ใหม่โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องห่วง เคยบอกที่อยู่เก่ากับใครไปก็ไม่จำเป็นต้องตามไปบอกที่อยู่ใหม่ เพราะทุกคนจะเข้าที่อยู่ใหม่โดยอัตโนมัติ